อยากใช้รถให้ทน 10 ปี ก็ไม่พังและสวย ห้ามทำ 5 สิ่งนี้ที่จะฆ่ารถคุณ

ในเวลานี้ต้องบอกว่า การซื้อรถมาหนึ่งคัน หลายคนตั้งใจว่าจะใช้ให้นานที่สุด 5 ปี 10 ปี หรือจนกว่าจะคุ้มกับเงินที่จ่ายไป แต่รู้หรือไม่ว่า ต่อให้ดูแลรถตามระยะอย่างดี ก็มีพฤติกรรมบางอย่างที่หากตัดสินใจผิดเพียงครั้งเดียว อาจสร้างความเสียหายหลักหมื่นไปจนถึงต้องซ่อมเครื่องยนต์หรือเกียร์ครั้งใหญ่ได้
NewsPulse Auto รวม 5 สิ่งที่ไม่ควรทำกับรถ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เพราะบางครั้งการยอมจอดรถแล้วเรียกรถยก อาจเสียเงินน้อยกว่าการคิดว่า “อีกนิดเดียวคงไม่เป็นไร” แล้วฝืนขับต่อ
1. เครื่องยนต์ร้อนจัด แต่ยังฝืนขับต่อ
ถ้าเข็มวัดอุณหภูมิขึ้นสูงผิดปกติ มีไฟเตือนอุณหภูมิเครื่องยนต์ หรือมีข้อความเตือน Overheat ขึ้นมา สิ่งที่ไม่ควรทำคือ คิดว่าอีกไม่กี่กิโลเมตรคงถึงแล้ว แล้วฝืนขับต่อ
เครื่องยนต์ที่มีอุณหภูมิสูงเกินกำหนดอาจเกิดความเสียหายรุนแรง ตั้งแต่ปะเก็นฝาสูบเสีย ฝาสูบโก่ง ไปจนถึงชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ได้รับความเสียหาย และจากปัญหาระบบหล่อเย็นที่อาจซ่อมได้ไม่แพง อาจกลายเป็นงานใหญ่ที่ต้องเปิดเครื่องยนต์
หากพบอุณหภูมิผิดปกติ ควรหาที่ปลอดภัยเพื่อหยุดรถ ปฏิบัติตามคู่มือประจำรถ และอย่ารีบเปิดฝาหม้อน้ำขณะเครื่องยนต์ยังร้อน เพราะน้ำหล่อเย็นที่มีอุณหภูมิและแรงดันสูงอาจพุ่งออกมาจนได้รับบาดเจ็บได้

2. ไฟแรงดันน้ำมันเครื่องขึ้น แต่ยังขับต่อ
หนึ่งในไฟเตือนที่ไม่ควรมองข้ามคือ ไฟแรงดันน้ำมันเครื่อง ซึ่งมักเป็นสัญลักษณ์รูปกาน้ำมันสีแดง
ต้องแยกให้ออกจากไฟเตือนให้เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เพราะไฟแรงดันน้ำมันเครื่องที่ติดขึ้นขณะเครื่องยนต์ทำงานอาจหมายถึงระบบไม่สามารถสร้างแรงดันน้ำมันหล่อลื่นได้ตามปกติ
หากเครื่องยนต์ทำงานโดยมีการหล่อลื่นไม่เพียงพอ ชิ้นส่วนโลหะภายในจะเกิดความร้อนและการเสียดสีสูง ความเสียหายสามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้นถ้าไฟดังกล่าวติดค้างระหว่างขับรถ ควรจอดในบริเวณปลอดภัยและดับเครื่อง จากนั้นตรวจสอบตามคำแนะนำในคู่มือรถ หากไม่ทราบสาเหตุหรือระดับน้ำมันผิดปกติ ไม่ควรเสี่ยงสตาร์ตแล้วขับต่อ
3. เติมน้ำมันผิด แล้วรู้ตัวแต่ยังสตาร์ตรถ
เติมน้ำมันผิดเกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะบ้านที่มีรถหลายคัน หรือผู้ที่สลับใช้รถเบนซินและดีเซลเป็นประจำ
สิ่งสำคัญคือ ถ้ารู้ตัวก่อนสตาร์ต อย่าเพิ่งสตาร์ตเครื่องยนต์ เพราะการเปิดระบบและสตาร์ตเครื่องอาจทำให้เชื้อเพลิงที่เติมผิดถูกส่งจากถังเข้าไปตามระบบเชื้อเพลิง ทำให้งานแก้ไขซับซ้อนขึ้น
โดยเฉพาะเครื่องยนต์ดีเซลสมัยใหม่ที่มีระบบหัวฉีดแรงดันสูง การเติมเชื้อเพลิงผิดชนิดแล้วฝืนใช้งานต่ออาจสร้างความเสียหายต่อระบบเชื้อเพลิงได้
หากรู้ตัวตั้งแต่รถยังอยู่หน้าหัวจ่าย ให้แจ้งพนักงานและติดต่อศูนย์บริการหรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อจัดการเชื้อเพลิงที่เติมผิดตามวิธีที่เหมาะสมกับรถรุ่นนั้น ดีกว่าลองสตาร์ตดูว่า “จะวิ่งได้ไหม”
4. เห็นน้ำท่วมข้างหน้า แต่คิดว่า “รถคันอื่นไปได้ เราก็ไปได้”
ช่วงฝนตกหนักเป็นอีกสถานการณ์ที่สามารถเปลี่ยนรถปกติให้กลายเป็นงานซ่อมใหญ่ได้ หากขับลุยน้ำที่ลึกเกินความสามารถของรถ
ความเสียหายที่น่ากังวลสำหรับรถเครื่องยนต์สันดาปคือ เครื่องยนต์ดูดน้ำเข้าสู่ทางไอดี และเกิด Hydrolock เนื่องจากน้ำไม่สามารถถูกอัดตัวได้เหมือนส่วนผสมอากาศและเชื้อเพลิง จึงอาจสร้างความเสียหายต่อชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์ได้
และหากรถดับขณะลุยน้ำ ไม่ควรพยายามสตาร์ตซ้ำโดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะถ้ามีน้ำเข้าเครื่องยนต์อยู่แล้ว การหมุนเครื่องซ้ำอาจทำให้ความเสียหายเพิ่มขึ้น
อย่าใช้รถคันหน้าเป็นเครื่องวัดระดับน้ำเพียงอย่างเดียว เพราะรถแต่ละรุ่นมีความสูง ตำแหน่งช่องรับอากาศ และความสามารถในการลุยน้ำแตกต่างกัน หากไม่มั่นใจ การเปลี่ยนเส้นทางมักเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า

5. รถยังไม่หยุดสนิท แต่รีบเข้าเกียร์ R หรือ P
พฤติกรรมนี้มักเกิดตอนรีบ เช่น ถอยออกจากที่จอดแล้วรถยังไหลถอยหลังอยู่ แต่ผู้ขับรีบเปลี่ยนเป็น D หรือรถยังเคลื่อนไปข้างหน้าแต่รีบเข้า R
แม้รถสมัยใหม่หลายรุ่นจะมีระบบอิเล็กทรอนิกส์ช่วยป้องกันคำสั่งที่อาจสร้างความเสียหาย แต่ไม่ควรใช้ระบบเหล่านั้นเป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนเกียร์โดยไม่รอให้รถหยุด
โดยเฉพาะการเลือก P ขณะรถยังเคลื่อนที่ อาจสร้างภาระต่อกลไก Parking Pawl ที่ทำหน้าที่ล็อกระบบส่งกำลังเมื่อจอดรถ
หลักจำง่ายๆ คือ ต้องการเปลี่ยนทิศทางเดินหน้า-ถอยหลัง ให้รถหยุดสนิทก่อน แล้วจึงเปลี่ยน D เป็น R หรือ R เป็น D ส่วน P ควรใช้เมื่อรถหยุดเรียบร้อยแล้ว
รถมีปัญหา “จอด” บางครั้งถูกกว่า “ขับต่อ”
สิ่งที่ทั้ง 5 ข้อมีเหมือนกันคือ ความเสียหายหนักจำนวนมากไม่ได้เกิดเพราะรถไม่มีสัญญาณเตือน แต่เกิดจากผู้ขับเห็นสัญญาณแล้วเลือกฝืนใช้งานต่อ
รถร้อนก็คิดว่าอีกนิดเดียว ไฟเตือนขึ้นก็คิดว่าค่อยไปอู่ เติมน้ำมันผิดก็อยากลองสตาร์ต หรือน้ำท่วมก็คิดว่าคันอื่นยังผ่านได้ พฤติกรรมเหล่านี้อาจเปลี่ยนปัญหาเล็กให้กลายเป็นค่าซ่อมก้อนใหญ่ได้
อยากใช้รถนาน ต้องรู้ว่าเมื่อไรควรหยุด
การดูแลรถให้อยู่กับเราไปนานๆ ไม่ได้มีแค่เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง เช็กยาง หรือเข้าศูนย์ตามระยะ แต่ยังรวมถึงการตัดสินใจให้ถูกต้องเมื่อรถเกิดความผิดปกติ
จำง่ายๆ ว่า เครื่องยนต์ร้อนจัดอย่าฝืนขับ, ไฟแรงดันน้ำมันเครื่องขึ้นอย่ามองข้าม, เติมน้ำมันผิดอย่าเพิ่งสตาร์ต, น้ำลึกไม่มั่นใจอย่าฝืนลุย และก่อนเปลี่ยนทิศทางด้วยเกียร์ควรให้รถหยุดสนิท
บางสถานการณ์การเรียกรถยกอาจดูยุ่งยากและเสียเวลา แต่เมื่อเทียบกับค่าเปลี่ยนเครื่องยนต์ เกียร์ หรือระบบเชื้อเพลิงทั้งชุดแล้ว การยอมเสียเวลาสักหน่อยอาจเป็นวิธีที่ช่วยให้รถคันเดิมอยู่กับคุณไปได้อีกหลายปี

ดาวน์โหลดสนุกแอปฟรี




